Phuket Seafoods (ร้านอาหาร ภูเก็ตซีฟู้ด)

ร้านอาหารจีนสไตล์ซีฟู้ด แบบฉบับดั้งเดิมของชาวภูเก็ต ในกรุงเทพมหานครฯ
 
บ้านบ้าน  PortalPortal  CalendarCalendar  GalleryGallery  ช่วยเหลือช่วยเหลือ  ค้นหาค้นหา  รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้  สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register)  เข้าสู่ระบบ(Log in)  
ค้นหา
 
 

Display results as :
 
Rechercher Advanced Search
สารบัญเว็บ
  Index
    - กติกา และกฎทั่วๆไป
    - คุยกับเจ้าของร้านและทีมงาน
    - แผนที่ ที่ตั้งร้านอาหารฯ
  สมาคมชาวภูเก็ต
    - ลงทะเบียนสมาชิก
    - ลานพิิกุล วัดขจร
    - กิจกรรมของสมาคมฯ
  ของอร่อยริมทาง
    - ของดีของอร่อยเมืองภูเก็ต
  นานาสาระ คลังความรู้
    - ข่าวภูเก็ต ออนไลน์
    - คุยกันประสาคนภูเก็ต
    - แจก ธีม วอลล์เปเปอร์ ฯ
  อร่อยจานเด็ด
    - ตามอาหม่าเข้าครัว
    - เคล็ดลับคู่ครัว
  Portal
 รายชื่อสมาชิก
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)
 ช่วยเหลือ
 ค้นหา
คุยกับเจ้าของร้าน

พูดคุยกับ “คุณจุนสิน วงศ์สวัสดิ์” เจ้าของร้านได้บอกเล่าถึงความเป็นมาของร้านนี้ให้ฟังว่า ตนเองนั้นเป็นชาวภูเก็ตโดยกำเนิด ....">
Latest topics
» "เมิ่งเพ่ยเจี​๋ย" เด็กสาว​ที่งดงามที่สุดแห่งหลินเฝิน​
Fri Aug 12, 2011 7:41 pm by redfrog53

» พามาชม พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณี
Tue Aug 02, 2011 9:59 am by redfrog53

» ติดตาม ปชป.บอกว่าปราศัยใหญ่ครั้งแรกค่ำนี้ที่ภูเก็ตมีถ่ายทอดสดผ่าน Live stream ตอนทุ่มนึง
Fri May 27, 2011 8:32 pm by Admin

» คลิป...นายกฯอภิสิทธิ์แถลงยุบสภา 9 พ.ค. 2554
Tue May 10, 2011 5:23 am by Admin

» ปชป. เดินหน้าต่อไปด้วยนโยบายเพื่อประชาชน
Mon May 09, 2011 5:39 pm by Admin

» Magical wedding for a Royal bride... and even the vergers were doing cartwheels in the aisle
Sat Apr 30, 2011 10:21 am by redfrog53

» พิธีเสกสมรส เจ้าชายวิลเลียม และ เคต ดัชเชสส์แห่งเคมบริดจ์ (Royal wedding countdow)
Sat Apr 30, 2011 6:38 am by redfrog53

» พิธีเสกสมรส เจ้าชายวิลเลียม และ เคต ดัชเชสส์แห่งเคมบริดจ์ 29/04/2011
Sat Apr 30, 2011 5:37 am by redfrog53

» เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ให้สัมภาษณ์กับ วู้ดดี้เกิดมาคุย (10/4/54)
Mon Apr 11, 2011 7:03 am by redfrog53

» วู้ดดี้ เกิดมาคุย "สัมภาษณ์ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ"
Mon Apr 04, 2011 6:54 am by redfrog53

» คู่มือการเอาตัวรอดจากแผ่นดินไหวภัยพิบัติ (ฉ.มหาวิทยาลัยโตเกียว)
Fri Mar 25, 2011 6:48 pm by redfrog53

» ถุงยังชีพในญี่ปุ่น เขาจัดเตรียมตัวอย่างไรบ้างเมื่อเกิดแผ่นดินไหวแล้ว ต้องอพยพออกไปอยู่ในที่ปลอดภัยที่ใกล้ที่สุดและสามารถอยู่ได้ภายใน 7 วัน
Sat Mar 19, 2011 5:40 am by Admin

» แพนด้าที่ตื่นตระหนกแผ่นดินไหว+สถานการณ์ ณ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะของญี่ปุ่น
Fri Mar 18, 2011 5:18 am by Admin

» ไอโอดีน ป้องกันสารกัมมันตรังสีได้จริงหรือ? ระวังข้อความ “หลอกลวง”
Thu Mar 17, 2011 6:52 am by Admin

» เบอร์สายด่วน สำหรับการติดต่อและให้การช่วยเหลือคนไทยที่ญี่ปุ่น***
Tue Mar 15, 2011 3:29 am by Admin

Affiliates
Got News Read Me?อยากรู้ข่าวอ่านภูเก็ตออนไลน์หรือยัง
Affiliates
Got News Read Me?อยากรู้ข่าวอ่านภูเก็ตออนไลน์หรือยัง
Affiliates
Got News Read Me?อยากรู้ข่าวอ่านภูเก็ตออนไลน์หรือยัง

Share | 
 

 “จำกัด พลางกูร” ต้นกล้า แห่งขบวนการเสรีไทย ผู้ผูกใจ “เจียงไคเช็ค” สู่การรับรองเอกราชไทย

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
Admin
Admin
avatar

จำนวนข้อความ : 128
Join date : 08/02/2010

ตั้งหัวข้อเรื่อง: “จำกัด พลางกูร” ต้นกล้า แห่งขบวนการเสรีไทย ผู้ผูกใจ “เจียงไคเช็ค” สู่การรับรองเอกราชไทย   Tue Aug 17, 2010 8:23 am

“จำกัด พลางกูร” ผู้ผูกใจ “เจียงไคเช็ค” สู่การรับรองเอกราชไทย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000113711
เรียบเรียงโดย...อรสา รัตนอมรภิรมย์







ถ้าคุณเป็นหนุ่มนักเรียนนอกอายุ 28 ย่าง 29 ปี เพิ่งแต่งงานกับหญิงคนรักได้ไม่ถึง 4 ปี คุณคิดว่าจะกล้าเดิมพันชีวิตที่เหลือทั้งหมดให้กับอะไรบ้าง



หน้าที่การงานอันทรงเกียรติ...หัวหน้าครอบครัวที่ดี...เจ้าของโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ ...หรือจะเป็นจารชนเสี่ยงตายเพื่อชาติ...



หลายคนต่างรับรู้ในวงกว้างว่า ที่ไทยรักษาชาติบ้านเมืองไว้ได้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนนำไปสู่ประกาศสันติภาพ และ “วันสันติภาพไทย” ในวันที่ 16 สิงหาคมนั้น เกิดจากความเสียสละอันใหญ่หลวงและวีรกรรมของขบวนการเสรีไทยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ภายใต้การนำของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์



ทว่า ในบรรดาเหล่าวีรชนผู้กล้า มีหลายชีวิตที่ทุ่มเทภารกิจเพื่อชาติตราบจนลมหายใจสุดท้าย และกลับสู่มาตุภูมิด้วยกายที่เหลือเพียงเถ้าอัฐิ ซึ่งหนึ่งในหลายนี้มีชื่อที่เราไม่อาจลืมได้คือ “จำกัด พลางกูร”




นาย จำกัด พลางกูร และนาง ฉลบชลัยย์ พลางกูร ต้นกล้า” แห่งขบวนการเสรีไทย



ในค่ำคืนวันที่ญี่ปุ่นบุกไทยเมื่อ 8 ธันวาคม 2484 นายจำกัด พลางกูร พร้อมสหายคนสนิท นายเตียง ศิริขันธ์ ได้ตัดสินใจนำ “คณะกู้ชาติ” ที่ก่อร่างสร้างฐานในภาคอีสานของไทย เข้าร่วมกับ “องค์การต่อต้านญี่ปุ่น” โดยยินดีให้นายปรีดีเป็นหัวหน้า และนายจำกัดเป็นเลขาธิการ



ณ บ้านของนายปรีดีที่ถนนสีลมในค่ำวันนั้น ยังมีผู้ร่วมปัก “ต้นกล้า” แห่งขบวนการเสรีไทยอีกหลายคน ได้แก่ หลวงบรรณกรโกวิท (เปา จักกะพาก) หลวงเดชาชาติวงศ์ (ม.ล.กรี เดชาติวงศ์) นายสงวน ตุลารักษ์ นายวิจิตร ลุลิตานนท์ และนายถวิล อุดล ทุกคนไม่พอใจที่ญี่ปุ่นหักหาญกับไทย และคับแค้นใจที่ประชาชนไม่อาจหวังพึ่งรัฐบาลที่จะรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไทยให้สมบูรณ์ได้



ขณะนั้นเป็นปีที่ 9 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง การเข้ามาของญี่ปุ่นส่งผลให้กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการส่งเสริมกิจกรรมประชาธิปไตยโดยวิถีทางปรกติหยุดชะงักลง ความขัดแย้งแตกต่างในการเลือกข้างระหว่างจอมพล ป. พิบูลสงครามกับฝ่ายนายปรีดี ทำให้กองทัพมีบทบาทแทนคณะราษฎรมากขึ้น และประเทศไทยต้องตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการทหาร



นายจำกัดเป็นผู้เดียวที่เข้าร่วมขบวนการเสรีไทยโดยมีแผนการที่วางไว้แล้วพร้อมด้วยคณะกู้ชาติของเขา โดยเสนอแผน 4 ประการแก่ขบวนการเสรีไทย คือ 1) พยายามโค่นอำนาจรัฐบาลจอมพล 2) พยายามก่อวินาศกรรมต่อญี่ปุ่น 3) พยายามโฆษณาทำลายความเชื่อถือและความนิยมในรัฐบาลจอมพลกับญี่ปุ่น ขณะเดียวกันเผยแพร่ให้เกิดศรัทธาในชัยชนะและอุดมการณ์ของสัมพันธมิตร และ 4) พยายามติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อให้นำไปสู่การรับรองสถานะของขบวนการเสรีไทย ซึ่งนายปรีดีเห็นด้วยกับแผนการของจำกัด เพียงแต่ต้องการให้เป็นไปโดยละม่อม



จำกัด พลางกูร เกิดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2457 เป็นบุตรชายคนโตของพระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร 2426 - 2497) อธิบดีกรมแต่งตำราและกรมสามัญศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ และคุณหญิงเหรียญ สกุลเดิม นิโครธานนท์ มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น 9 คน นายจำกัดถือเป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้าได้รับการศึกษาจากอังกฤษเช่นเดียวกับปู่และบิดาของเขา เมื่อวัยเยาว์ จำกัดศึกษาที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ โรงเรียนเทพศิรินทร์ และเข้าเรียนต่อในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2474 โดยเข้าเรียนที่โรงเรียน Bromsgrove School เมือง Worcestershire และเข้าเรียนที่ Balliol Collage มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด วิชาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์เมื่อปี พ.ศ. 2478



ระหว่างเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในวัยเพียง 22 ปี นายจำกัดได้เขียนหนังสือ “ปรัชญาของสยามใหม่” ขณะเดียวกันยังได้รวบรวมสมัครพรรคพวกที่จะต่อสู้กับจอมพล ป. เพื่อสร้างประชาธิปไตยในไทยอย่างแท้จริง จำกัดสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้รับเกียรตินิยม (B.A. Hons.) และเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2481



หลังกลับไทย ก็ได้เข้ารับราชการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระยะหนึ่ง และถูกให้ออกจากราชการเพราะไม่ยอมบอกปฏิเสธบทความที่เคยเขียนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจอมพลป. ในหนังสือสามัคคีสารของสมาคมนักเรียนไทยในอังกฤษ เป็นจังหวะเดียวกับคนรักของเขา (ฉลบชลัยย์ มหานีรานนท์) กลับจากการศึกษาด้านอนุบาลที่อังกฤษ ทั้งสองจึงแต่งงานกันเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2482 และช่วยกันเปิดโรงเรียนดรุโณทยานในปีต่อมา



การเจรจาครั้งสำคัญเพื่อประกันเอกราชไทยหลังสงความโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในการประชุมระหว่างประธานธิบดีรูสเวลท์แห่งสหรัฐอเมริกา เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร กับจอมพลเจียงไคเช็คของจีน ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เมื่อวันที่ 23 - 25 พฤศจิกายน 2486

ภารกิจ “เพื่อชาติ เพื่อ Humanity”



แม้ฝ่ายอักษะจะสำแดงเดชได้เหนือกว่าในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ทว่า เมื่อถึงต้นปี 2486 ฝ่ายอักษะเริ่มประสบกับความพ่ายแพ้ อังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้ชัยชนะติดต่อกัน โจมตีเยอรมนีจนถอยร่นในแอฟริกาเหนือ ส่วนญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามทางเรือที่หมู่เกาะโซโลมอน และตัดสินใจถอนทหารออกจากเกาะ Guadalcanal



ในสภาพการณ์เช่นนี้ คณะเสรีไทยยิ่งปรารถนาที่จะดำเนินภารกิจต่อต้านญี่ปุ่น และปรารถนาจะแจ้งข่าวให้ฝ่ายสัมพันธมิตรทราบว่า มีองค์กรเช่นนี้จัดตั้งขึ้นแล้ว



แนวคิดของนายปรีดีที่จะตั้งรัฐบาลอิสระต่อสู้กับญี่ปุ่นที่ภาคเหนือตั้งแต่วันแรกที่ญี่ปุ่นบุก ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เมื่อได้ทราบว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาประกาศไม่ยอมรับการกระทำของรัฐบาลจอมพล และสหรัฐฯก็ยังรับรองสถานทูตไทยในวอชิงตันอยู่ นายปรีดีกับคณะจึงคิดหนีออกนอกประเทศไปร่วมมือกับ ม.ร.ว.เสนีย์ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในดินแดนสัมพันธมิตร โดยได้พยายามส่งคนจากทางเหนือเข้าไปในติดต่อกับรัฐบาลคณะชาติของจีนที่จุงกิง (ฉงชิ่ง) ถึงสองครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ



กระทั่งนายปรีดีได้รับทราบว่าอาจเดินทางผ่านอินโดจีนเข้าสู่จีนตอนใต้ได้ จึงได้เชิญนายจำกัดมาพบ เพื่อถามความสมัครใจในภารกิจที่จะต้องเสี่ยงอันตรายไปให้ถึงนครจุงกิงเพื่อแจ้งข่าวและเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตร



ศาสตราจารย์ E. Bruce Reynolds ผู้เขียน Thailand’s Secret War (ค.ศ.2005) ให้เหตุผลที่นายปรีดีเลือกนายจำกัดในการทำภารกิจครั้งสำคัญนี้ ว่าเพราะความมุ่งมั่นและรู้เรื่องของคณะเสรีไทยอย่างดี เป็นคนหนุ่มไฟแรงเพิ่งกลับจากอังกฤษ บ้านของเขาที่กรุงเทพฯ (ในซอยร่วมฤดี) ใกล้กับบ้านของ ม.ร.ว.เสนีย์ นอกจากนี้จำกัดมีน้องชายสองคนซึ่งเป็นเสรีไทยร่วมงานกับสัมพันธมิตร คนหนึ่งอยู่วอชิงตัน อีกคนหนึ่งอยู่ลอนดอน ฉะนั้น จำกัดน่าจะพิสูจน์ตัวเองกับสัมพันธมิตรว่าเป็นใครได้ง่าย และเนื่องจากเขาไม่ได้รับราชการ ไม่มีตำแหน่งใหญ่โต การที่เขาหายตัวไปจากกรุงเทพฯ จะไม่เป็นที่สงสัย



ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ให้ความเห็นเพิ่มเติมในหนังสือ เพื่อชาติ เพื่อ humanity: ภารกิจของวีรบุรุษเสรีไทย จำกัด พลางกูร ในการเจรจากับสัมพันธมิตร (2549) ว่า นายปรีดีเห็นความรู้ความสามารถที่สูงมากของจำกัด ทั้งด้านการเมือง การต่างประเทศและภาษาอังกฤษ เป็นคนฉลาด รู้จักวางแผนและสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ที่สำคัญคือเป็นคนมีอุดมการณ์ รักชาติและบูชาประชาธิปไตย




บันทึกประจำวันของนายจำกัด ช่วงที่นายปรีดีมาส่งหน้าทำเนียบท่าช้าง และกล่าวลากับจำกัด พลางกูร หนึ่งวันก่อนออกเดินทาง (ภาพจากหนังสือ "เพื่อชาติ เพื่อ humanity" โดย ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา)

ภารกิจที่คณะเสรีไทยมอบหมายให้จำกัด ถือเป็นหัวใจสำคัญของปฏิบัติการปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยเมื่อถึงจุงกิงแล้ว ต้องหาช่องทางเจรจากับรัฐบาลอังกฤษและสหรัฐฯ เพื่อยืนยันว่าการประกาศสงครามโดยรัฐบาลจอมพลถือเป็นโมฆะกรรม เพราะขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากนายปรีดีในฐานะหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการมิได้ลงนามด้วย ดังนั้น สถานะสงครามไม่ได้เกิดขึ้น และจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในดินแดนของฝ่ายสัมพันธมิตร จะขอไปตั้งอยู่ที่อินเดียในเบื้องต้น ขอให้รัฐบาลอังกฤษและสหรัฐฯรับรองรัฐบาลของคณะเสรีไทย ตลอดจนปล่อยเงินของรัฐบาลไทยซึ่งกักไว้ เพื่อจะได้นำไปใช้ดำเนินสงครามกับญี่ปุ่นต่อไป



นายจำกัดไปรับประทานอาหารเย็นและลานายปรีดีในคืนก่อนวันออกเดินทางที่ทำเนียบท่าช้าง ถนนพระอาทิตย์ นายปรีดีได้มอบธนบัตรจุงกิงมูลค่า 13,000 และทองคำให้สำหรับไปขายกลางทางเมื่อขัดสน จำกัดลากลับเวลา 21:30น. นายปรีดีเดินตามมาส่งถึงบันไดตึก จำกัดบันทึกคำกล่าวสุดท้ายของนายปรีดีว่า “เพื่อชาติ เพื่อ humanity นะคุณ เคราะห์ดีที่สุด อีก 45 วัน ก็ได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีกสองปี ก็ได้พบกัน และเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่า สละชีพเพื่อชาติไป”



วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2486 นายจำกัดออกเดินทางด้วยรถไฟพร้อมกับนายไพศาล ตระกูลลี้ (2460 - 2520) ซึ่งแตกฉานภาษาจีนไปเป็นล่าม โดยมีนางฉลบชลัยย์ ภริยาเดินทางไปส่งถึงชายแดนไทย-ลาว ที่จังหวัดขอนแก่นนายเตียง ศิริขันธ์ได้จัดรถมารับพาไปส่งที่นครพนมเพื่อลงเรือข้ามโขงไปยังฝั่งท่าแขก ประเทศลาว นายเตียงยังได้มอบแหวนทองคำของเขา กำไลเพชร สร้อยข้อมือ และสร้อยคอของนางนิวาศน์ภริยาให้จำกัดไว้ใช้ยามจำเป็น



เป็นเวลาถึง 53 วัน ที่นายจำกัดต้องเดินทางผ่านความทุรกันดาร เสี่ยงต่อการถูกทหารญี่ปุ่นจับในข้อหาจารชน เผชิญกับวิกฤติอย่างน้อย 3 ครั้ง ผ่านลาว-เวียดนาม กระทั่งได้เข้าสู่จีนทางชายแดนมณฑลกว่างซี ถูกกักตัวที่กุ้ยหลินนานถึง 14 วัน กว่าจะได้รับอนุญาตให้เดินทางไปนครจุงกิง ที่ตั้งของรัฐบาลเจียงไคเช็คในวันที่ 21 เมษายน 2484



เส้นทางเดินทางของจำกัด พลางกูร ตั้งแต่นครพนมจนถึงปลายทางที่นครจุงกิง ฐานที่มั่นของรัฐบาลเจียงไคเช็คในขณะนั้น (ภาพจากหนังสือ "เพื่อชาติ เพื่อ humanity" โดย ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา)

เมื่อเดินทางไปถึงจุงกิง ภารกิจของนายจำกัดมิได้ราบรื่นนัก แม้จอมพลเจียงไคเช็คมีความสนใจปฏิบัติการของนายจำกัดอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยจีนติดพันสงครามต้านญี่ปุ่นเช่นกัน อีกทั้งจีนเองก็ไม่ปรารถนาให้นายจำกัดพบกับฝ่ายอังกฤษหรือสหรัฐฯโดยตรง เพราะต้องการมีอิทธิพลเต็มที่กับคณะเสรีไทย จึงถ่วงเวลาไว้กว่านายจำกัดจะได้เข้าพบเจียงไคเช็คก็ล่วงเลยไปแล้วกว่า 2 เดือน



เป็นสองเดือนกว่าที่นายจำกัดพยายามทุกวิถีทางที่จะติดต่อกับ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา กับ พ.ต. ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงส์สนิท สวัสดิวัตน พระเชษฐาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ผู้นำเสรีไทยสายอังกฤษ



ช่วงเวลาที่นายจำกัดเศร้าใจและหดหู่มากที่สุด คือข่าวร้ายที่มาถึงในวันที่ 25 พฤษภาคม เมื่อรัฐบาลอังกฤษบอกผ่านรัฐบาลจีนว่า ไม่ตกลงกับแผนการของคณะเสรีไทยที่จำกัดเสนอไป ไม่รับพิจารณาแผนการพาผู้นำคณะเสรีไทยหนี และปฏิเสธที่จะรับรองรัฐบาลคณะเสรีไทย รวมทั้งไม่ปล่อยเงินของรัฐบาลไทยที่อังกฤษกักยึดไว้



นายจำกัดรู้สึกเครียดมาก เริ่มมีอาการปวดท้องและถ่ายเป็นเลือด มีอาการมึนหัวและนอนไม่หลับ เงินติดตัวก็ร่อยหรอลงมากจนถึงขั้นต้องขายของมีค่าที่นายเตียงให้มา เขาเริ่มมองเห็นโลกสวยงามในอุดมคติ ด้วยความเข้าใจเรื่องอำนาจและผลประโยชน์มากขึ้น เขาพิจารณาเห็นว่าความอยู่รอดของประเทศไทยในวันข้างหน้า จะต้องยืนบนลำแข้งของตนเอง



แดดสายของวันที่ 28 มิถุนายน เปล่งแสงแห่งความหวังสู่นายจำกัด เมื่อจอมพลเจียงไคเช็คอนุญาตให้เข้าพบ จากการพูดคุยราว 30 นาที นอกจากจำกัดได้อธิบายและทำความเข้าใจกับเจียงแล้ว ยังได้ยกย่องแนวคิด "ลัทธิไตรราษฎร์" ของ ดร.ซุนยัดเซ็น ว่าเหมาะสมกับประเทศตะวันออกอย่างที่สุด ทั้งเห็นว่ารัฐบาลอังกฤษมีจุดหมายแบบจักรวรรดินิยมอยู่เบื้องหลัง จึงไม่สนับสนุนคณะเสรีไทย จำกัดสามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญ คือ จีนรับรองคณะเสรีไทยของนายปรีดี และยินดีช่วยเหลือไทยให้ได้รับเอกราชกลับคืนมา ทั้งยังอนุญาตให้เขาเดินทางไปวอชิงตัน ถ้าเป็นความประสงค์ตรงกันของจำกัดกับ ม.ร.ว.เสนีย์



ด้วยความพยายามติดต่ออย่างไม่ลดละ ในที่สุด ม.จ.ศุภสวัสดิ์ฯ ได้บินจากอินเดียไปพบกับนายจำกัดที่จุงกิงระหว่างวันที่ 5 - 11 สิงหาคม 2486 ทั้งสองได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และวางแนวทางปฏิบัติการของเสรีไทยร่วมกัน ทำให้เสรีไทยสายอังกฤษเข้าใจและยอมรับคณะเสรีไทยที่มีนายปรีดีเป็นหัวหน้า ผลักดันให้สถานทูตไทยในสหรัฐฯอนุโลมตาม ทำให้ขบวนการเสรีไทยทั้งหมดมีเอกภาพ กระทั่งขบวนการเสรีไทยภายในและภายนอกประเทศสามารถติดต่อและปฏิบัติการร่วมกันได้ในเวลาต่อมา



ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน - 19 สิงหาคม เป็นช่วงสองเดือนที่จำกัดมีชีวิตที่ลำบากมาก ทรมานมาก ต้องย้ายลงไปอยู่ห้องชั้นล่างของโรงแรมรับรองแขกกระทรวงต่างประเทศที่แสนคับแคบ ทั้งอับชื้น มืด เหม็นกลิ่นอุจจาระและกลิ่นอาหาร หนวกหูและสกปรก เต็มไปด้วยแมลงสาบ เรือด ยุง และหนู แถมด้วยอากาศเดือนมิถุนายนที่ร้อนกว่าเมษายนของกรุงเทพฯ จำกัดเปรียบตัวเองว่าเหมือนติดคุกอยู่ในขุมนรก และตัวเขานั้นเป็นซากศพที่ยังมีชีวิตอยู่



การได้เจรจากับทั้งเจียงไคเช็คและม.จ.ศุภสวัสดิ์ฯ ทำให้จีนกับอังกฤษมีท่าทีที่ดีขึ้นกับนายจำกัด การกินอยู่ของเขาเริ่มดีขึ้น หลังได้ย้ายไปอยู่ที่โรงแรม Victory House ของคณะกรรมาธิการทหาร ในวันที่ 20 สิงหาคม คือหลังจากกินอยู่ลำบากมา 4 เดือนเต็ม แต่อาการป่วยของเขาก็รุนแรงขึ้น



ต่อมาเจียงไคเช็คยอมให้นายจำกัดเดินทางไปยังเมริกา เพียงแต่รอประสานเรื่องเครื่องบิน ต้นเดือนกันยายน 2486 นายปรีดีส่งคณะของนายสงวน ตุลารักษ์ เป็นคณะที่สองเดินทางมาจีนเพราะเห็นนายจำกัดเงียบหายขาดการติดต่อ จำกัดได้พบกับสงวนในวันที่ 2 กันยายน และเริ่มป่วยหนักตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน เขาไม่สามารถทำงานอะไรได้อีก จึงให้สงวนเป็นผู้สานงานต่อ ทั้งการเดินทางไปสหรัฐฯและอังกฤษ หลังจากวันที่ 17 กันยายน อาการของเขาทรุดลงอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถรับประทานอะไรได้



แม้สงวนจะขอให้พานายจำกัดไปรักษาตัวต่อที่ประเทศอินเดียได้สำเร็จในต้นเดือนตุลาคม ทว่า วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม เวลา 01:10น. นายจำกัดได้จากไปพร้อมลมหายใจสุดท้ายที่ยึดมั่นในปณิธาน “เพื่อชาติ เพื่อ Humanity“



แพทย์ชาวแคนาดาลงความเห็นว่า นายจำกัดเป็นมะเร็งที่ตับและกระเพาะอาหาร เนื่องจากตรวจพบก้อนเนื้อแข็งที่ท้องส่วนบน ท่ามกลางข้อกังขาว่า เขาอาจถูกวางยาพิษจากผู้ติดตามของฝ่ายจีน ที่ถูกพบในปีต่อมาว่าเป็นสายลับให้ญี่ปุ่นและถูกยิงเป้า



(จากซ้าย) น.ส.สุดา พนมยงค์, อ.ฉลบชลัยย์ พลางกูร และนายสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ในวันรับร่างท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เมื่อ 13 ธันวาคม 2551...ย้อนกลับไป ณ วันที่นางฉลบชลัยย์ร่ำไห้หลังรู้ข่าวการจากไปของสามี นายปรีดีได้พูดกับเธอว่า “ต่อไปนี้ขอให้ถือว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ”

วีรชนผู้ปกป้อง “สันติภาพไทย”



กล่าวได้ว่า คุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของนายจำกัด คือ พยายามให้ประเทศไทยได้รับการประกันเอกราชจากทุกฝ่าย ให้คณะเสรีไทยของนายปรีดีได้รับการรับรองจากทั้งจีน อังกฤษและสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอันงดงามจากความไม่ย่อท้อและทุ่มเทเพื่อชาติของเขา



ผลสำคัญที่ตามมาจากการพบกันของนายจำกัดกับเจียงไคเช็ค คือเมื่อมีการประชุมระหว่างประธานธิบดีรูสเวลท์แห่งสหรัฐอเมริกา และ เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรในขณะนั้น กับจอมพลเจียงไคเช็คที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์เมื่อวันที่ 23 - 25 พฤศจิกายน 2486 ในระหว่างการเลี้ยงอาหารค่ำวันที่ 23 เจียงได้เห็นพ้องกับรูสเวลท์ว่า จีนและสหรัฐฯควรร่วมมือกัน ช่วยเหลือให้อินโดจีนได้เอกราชหลังสงคราม และให้คืนฐานะเอกราชให้แก่ประเทศไทย



การจับขั้วกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ถ่วงดุลอิทธิพลของอังกฤษในไทย และทำให้อังกฤษไม่อาจคิดเรียกร้องไทยเต็มที่ และไม่กล้าเอาไทยเป็นรัฐในอารักขาเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2



ขณะที่ความสำเร็จในการพบกันระหว่าง นายจำกัดกับ ม.จ.ศุภสวัสดิ์ฯ นั้น ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ ตั้งข้อสังเกตว่า หากทั้งสองไม่มีนโยบายในทิศทางเดียวกัน หรือตกลงกันไม่ได้ มีโอกาสสูงที่หลังสงครามไทยจะถูกแบ่งเป็น 2 ประเทศ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับประเทศเวียดนาม เกาหลี และเยรมนี โดยฝ่ายนายปรีดีจะเข้าปกครองทางตอนเหนือของไทยจากความช่วยเหลือของจีน ส่วนฝ่าย ม.จ.ศุภสวัสดิ์ฯ กับ ม.ร.ว.เสนีย์ จะเข้าปกครองทางตอนใต้ของไทยด้วยความช่วยเหลือของอังกฤษ



ทั้งนี้ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรเคยตกลงกันว่าให้ดินแดนไทยและอินโดจีนเหนือเส้นขนานที่ 16 หรือในไทยประมาณตั้งแต่จังหวัดพิจิตรขึ้นไป เป็นเขตยุทธภูมิหรือเขตปฏิบัติการทางทหารของจีน และใต้เส้นขนานที่ 16 ลงมาเป็นเขตยุทธภูมิของอังกฤษ



เมื่อสงครามสิ้นสุดลงอย่างกะทันหันในกลางเดือนสิงหาคม แม้จีนมีท่าทีจะเคลื่อนพลลงมาทางภาคเหนือของไทย แต่นายปรีดีได้แจ้งไปยังสหรัฐฯว่าไม่ปรารถนาและเป็นการไม่จำเป็นที่จีนจะต้องเข้ามาในดินแดนไทย เพราะรัฐบาลคณะเสรีไทยสามารถดูแลจัดการได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งทหารอังกฤษที่เข้ามาช่วยปลดอาวุธเป็นการชั่วคราวในไทยนั้น ถือว่าเพียงพอแล้ว เป็นการย้ำว่าไทยมีเอกภาพและกำลังพอที่จะรักษาบูรณภาพเหนือดินแดนไว้ได้ด้วยตนเอง อันธำรงค์ไว้ซึ่งเอกราชอธิปไตยของชาติไว้ได้ตราบจนทุกวันนี้



16 สิงหาคม 2488 หลังญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขเพียงหนึ่งวัน นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพ มีสาระสำคัญว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 เป็น "โมฆะ" ไม่มีผลผูกพันกับประชาชนชาวไทยและประเทศไทย ส่งผลให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม ซึ่งต่อมารัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 16 สิงหาคมของทุกปีเป็น "วันสันติภาพไทย"



นางฉลบชลัยย์เพิ่งทราบข่าวสามีเสียชีวิตเมื่อสิ้นสุดสงครามลงแล้ว ก่อนหน้านั้นทุกอย่างเป็นความลับ และจำกัดได้รับพระราชทานยศพันตรี และกว่าเถ้าอัฐิของจำกัดจะได้กลับเมืองไทยก็ล่วงเข้าสู่วันที่ 6 กันยายน 2488 เธอได้นำเถ้ากระดูกของจำกัดไปลอยอังคารที่อ่าวไทย ในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2529 ณ ที่เดียวกันและเวลาเดียวกันตามหลังเถ้ากระดูกของนายปรีดี พนมยงค์กับนายปาล พนมยงค์



ภาพถ่ายนายจำกัดยังคงตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่นของนางฉลบชลัยย์ในวัย 94 ตราบจนทุกวันนี้ ส่วนจิตวิญญาณของเขาคงจะอยู่กับเธอ เพราะชีวิตของเขานั้นได้เต็มใจสละแล้วเพื่อประเทศชาติ ดังคำสั่งเสียที่กล่าวกับภริยาสุดที่รักว่า “ฉลบจ๋า เธอจงอยู่ไปดีๆ นะ เธอจงคิดว่า ได้อุทิศฉันให้แก่ชาติไปแล้วก็แล้วกัน”




คำสดุดีและอาลัยต่อ คุณจำกัด พลางกูร
ต้นกล้า” แห่งขบวนการเสรีไทย



ได้เคยทราบเรื่องราวของคุณจำกัด พลางกูรมาบ้างพอสมควรว่าเป็นเสรีไทยและไปเสียชีวิตที่จีน
แต่ไม่เคยได้ข้อมูลที่มีรายละเอียดเช่นนี้มาก่อน รู้สึกเทอดทูนในวีรกรรมของคุณจำกัดที่มีต่อประเทศชาติมากยิ่งขึ้น
เคยได้เห็นรูปของคุณจำกัด พลางกูร อยู่ในห้องสมุดของโรงเรียน ตั้งแต่เรียนชั้นประถม และได้เรียนภาษาอังกฤษกับคุณครูฉลบชลัยย์ พลางกูร เจ้าของโรงเรียนดรุโณทยานที่เชิงสะพานหัวช้างถึง 6 ปีเต็ม
ขอใช้คำว่า 6 ปีเต็มเพราะคุณครูฉลบชลัยย์ไม่เคยมีวันหยุดสอน คุณครูมีความห่วงใยต่อลูกศิษย์ทุกคนต้องการให้ได้วิชาความรู้อย่างเต็มที่
แม้ยามที่คุณครูเจ็บไข้และใกล้เวลาสอบแล้ว คุณครูยังต้องให้ลูกศิษย์เข้าไปท่องบทเรียนถึงห้องที่คุณครูนอนพัก เพียงเพื่อให้ลูกศิษย์ได้มีความต่อเนื่องในวิชาที่เล่าเรียน
คุณครูไม่เคยเอาเปรียบลูกศิษย์ ที่นี่เก็บค่าเล่าเรียนถูกมาก เมื่อเทียบกับวิชาความรู้ที่ลูกศิษย์ทุกคนได้รับ
นักเรียนส่วนใหญ่ที่จบจากดรุโณทยาน มีความเจริญก้าวหน้าในการศึกษาต่อและมีหน้าที่การงานที่ดี ภรรยาดร.เจิมศักดิ์ ก็จบจากโรงเรียนนี้เช่นกัน
คุณครูเป็นผู้มีความใกล้ชิดกับครอบครัวรัฐบุรุษปรีดี พนมยงค์ เป็นอย่างมาก และได้อยู่ในช่วงวาระสุดท้ายของท่านปรีดีด้วย
คุณครูเป็นผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติเช่นเดียวกับคุณจำกัดผู้เป็นสามี ทั้งในการอุทิศสามีให้กับประเทศชาติและอุทิศตนเองให้กับการสร้างศิษย์ที่เป็นอนาคตของชาติ
คุณครูเป็นผู้ที่สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็นคุณครูผู้สร้างอย่างแท้จริง
อยากให้นำเกร็ดประวัติชีวิตของคุณครูฉลบชลัยย์ พลางกูร มาลงบ้างในฐานะผู้ปิดทองหลังพระขบวนการเสรีไทย
ศิษย์เก่าดรุโณทยาน



จากบันทึกการประชุม ครม สมัยญี่ปุ่นบุกไทย ที่มีจอมพล ป เป็นนายกฯ ในที่ประชุม อ.ปรีดี เสนอให้สู้จนถึงที่สุด ขณะที่ จอมพล ป มีท่าทีอยากจะยอมตามคำเรียกร้องของญี่ปุ่นมากกว่าทั้งที่ก่อนหน้านี้ตัวจอมพล ป เอง เคยประกาศอย่างห้าวหาญกับอังกฤษว่า ถ้า ญี่ปุ่นบุกไทย ไทยจะสู้จนคนสุดท้าย หลังจากการประชุมถกเถียงหลายชั่วโมงสุดท้าย จอมพล ป ก็ทุบโต๊ะสรุปว่า ไม่ต้องการเอาประเทศไทยทั้งประเทศไปเผาในวันเดียว หลังจากนั้น ก็มีคำสั่งจากรัฐบาลไทยให้ทหารไทยทุกคนวางอาวุธและเปิดทางให้กองทัพญี่ปุ่นหลังจากต่อต้านญี่ปุ่นได้เพียง 1 วัน ทูตอังกฤษได้ส่งโทรเลขมาถึงประเทศไทยใจความว่า "ยินดีด้วย อย่างน้อยก็สู้กับญี่ปุ่นได้ตั้ง 1 วัน"
......



เห็นด้วยกับการตัดสินใจของจอมพล ป. ถึงแม้ว่าคนไทยจะมีจิตใจที่รักชาติ กล้าแกร่งขนาดไหน ก็ไม่สามารถต้านทานกองทัพอันเกรียงไกรของญี่ปุ่นที่มีพร้อมทั้งกำลังทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย กว่าเรา ขนาดฝรั่งชาติที่ว่ามีกำลังทหารที่เป็นถึงมหาอำนาจก็ยังไม่สามารถต้านทานญี่ปุ่นได้ ถ้าสู้กันอย่างแฟร์ๆ จอมพลป. เห็นชีวิตคนไทยมีค่ากันทุกคน แต่ก็ใช้กลอุบายหลายอย่างเช่นกันที่แสดงถึงความไม่เต็มใจที่จะร่วมรบกับฝ่ายอักษะ และเสรีไทยก็ดำเนินการในอีกรูปแบบหนึ่งอย่างลับๆ เพื่อความอยู่รอดของประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 แนวทางต่างก็ทำเพื่อประเทศชาติ และเพื่อคนไทยทั้งนั้น
สิงห์ศึก



สาธารณะชนได้รับรู้แต่เสรีไทยท่านอื่น สำหรับประวัติท่าน จำกัด พลางกูร น้อยคนนักที่จะได้รับรู้ถึงวีรกรรมของวีรบุรุษท่านนี้ สมควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลและ/หรือองค์กรที่ได้ชื่อว่าพิทักษ์ชาติทั้งหลายจะได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการสดุดีวีรกรรมของท่านให้อนุชนรุ่นหลังได้ถือเป็นแบบอย่าง หากผมมีอำนาจผมจะขอเสนอชื่อท่านรับเหรียญรามา
pad7box


ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://phuketsf.thai-forum.net
 
“จำกัด พลางกูร” ต้นกล้า แห่งขบวนการเสรีไทย ผู้ผูกใจ “เจียงไคเช็ค” สู่การรับรองเอกราชไทย
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
Phuket Seafoods (ร้านอาหาร ภูเก็ตซีฟู้ด) :: ก้าวไปกับเทคโนฯ และวัฒนธรรม :: นานาสาระ คลังความรู้-
ไปที่: